26 พฤษภาคม 2020
รีวิว รีวิวเครื่องเขียน รีวิว ปากกาหมึกซึม Graf von Faber-Castell Tamitio ปากกาเรียบหรูในทุกมุมมอง

รีวิว ปากกาหมึกซึม Graf von Faber-Castell Tamitio ปากกาเรียบหรูในทุกมุมมอง

นับว่าไม่บ่อยครั้งนักที่ทีมงานไรท์ติ้งอินไทย จะได้รีวิวปากกาชั้นสูงที่อยู่ในกลุ่มหายาก ไม่ว่าจะด้วยการจัดจำหน่ายที่มีจำนวนจำกัด หรือการผลิตที่มีน้อยชิ้นก็ตาม หนึ่งในแบรนด์เหล่านั้นคือ Graf von Faber-Castell (GvFC) ที่ทีมงานเคยรีวิวปากกาลูกลื่นรุ่น Classic Pernambuco ไปแล้ว และวันนี้ก็ถึงคิว Graf von Faber-Castell Tamitio ในรูปแบบการเขียนของปากกาหมึกซึมที่ทีมงานกล้ากล่าวได้ว่า เป็นปากกาที่เขียนได้ดี และเรียบหรูในทุกมุมมอง

หมายเหตุ รีวิวนี้ได้รับการสนับสนุนปากกาจากคุณติณณ์ ลิมป์พานิชกุล โดยไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับแบรนด์ ร้านค้า หรือตัวแทนจำหน่ายแต่ประการใด ทีมงานไรท์ติ้งอินไทยขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้


รู้จักกับ Graf von Faber-Castell Tamitio

Graf von Faber-Castell Classic Pernambuco
Graf von Faber-Castell Classic Pernambuco

ทบทวนกันอีกสักครั้งหนึ่ง Graf von Faber-Castell เป็นแบรนด์ระดับสูง (high-end) ของ Faber-Castell ผู้ผลิตเครื่องเขียนรายใหญ่จากเยอรมนี ซึ่งในแบรนด์นี้มีรุ่นย่อยหลากหลายรุ่นมาก และปากกาของแบรนด์นี้มักจะมีราคาสูง เนื่องจากกระบวนการผลิตทั้งหมดทำที่เยอรมนี รวมถึงการทดสอบเขียน (nib run-in) และกระบวนการตกแต่งอื่นๆ ที่ทำด้วยมือนั่นเอง

ด้วยความแพงของ GvFC ทำให้หลายคนที่อยากได้ปากการุ่นนี้มาใช้งานนั้น ไม่สามารถเอื้อมถึงได้ง่าย (รุ่น Classic มีราคาจำหน่ายโดยทั่วไปอยู่ที่หลักหมื่นบาททั้งสิ้น หากคำนวณจากค่าเงินของต่างประเทศ) ทำให้ในปี 2015 บริษัทจึงออกรุ่น Tamitio ออกสู่ตลาดเพิ่มเติม เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับคนที่ต้องการประสบการณ์ระดับสูง ในราคาที่จับต้องได้

Fountain pen Tamitio Black Edition, Medium (ภาพจากบริษัท)

ปากการุ่นนี้มีจุดเด่นที่สำคัญคือ การเก็บรักษาการออกแบบหลักๆ อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เอาไว้ได้ทั้งหมด รวมถึงกระบวนการผลิตที่ต้องใช้คนด้วย อย่างไรก็ตามจุดแตกต่างสำคัญอยู่ที่วัสดุเลือกใช้ ลดความหรูหราในบางจุดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของปากกาหมึกซึมที่เปลี่ยนมาใช้หัวเหล็กกล้าไร้สนิมแทนที่จะเป็นหัวทองคำ 18 กะรัต รวมถึงขนาดที่ค่อนข้างใหญ่ และแสดงอัตลักษณ์ของแบรนด์อย่างชัดเจน

นอกจากนั้นแล้ว บริษัทยังออกรุ่นที่เป็น Calligraphy Set สำหรับงานด้านการประดิษฐ์อักษร (calligraphy) ด้วย โดยมีหัวแบบพิเศษเปลี่ยนมาให้ในชุด

ถึงแม้ว่าจะถูกลดสเปคลงบางจุด แต่ราคาของปากการุ่นนี้กลับไม่ได้ถูกลงมากมายอย่างที่คิด เช่น ปากกาหมึกซึมรุ่นนี้มีราคาจำหน่ายเฉลี่ยประมาณ 8,000 บาท เป็นต้น (ราคาหายใจรดต้นคอปากกาอย่าง Montegrappa Parola หรือ Fortuna) ซึ่งแม้จะเป็นโรลเลอร์บอลหรือปากกาลูกลื่น ราคาก็ยังคงรักษาระดับความแพงเอาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง

ในตลาดรอง (มือสอง) ปากการุ่นนี้ที่ต่างประเทศมักรักษาระดับเอาไว้ได้ดี โดยราคาซื้อขายขึ้นกับสภาพ (ถ้าดีมากราคาจะลดลงมาน้อยมากจากราคาแรกจำหน่าย) แต่ถ้าเป็นในประเทศไทยที่ยังไม่มีตัวแทนจำหน่ายโดยตรง ราคาในตลาดรองมักจะผันเปลี่ยนไปตามความพึงพอใจของผู้ขายเป็นสำคัญ


คุณสมบัติเฉพาะของ Graf von Faber-Castell Tamitio

  • น้ำหนักรวม: 46 กรัม
  • ความยาวด้าม: 13.5 เซนติเมตร
  • เส้นผ่าศูนย์กลาง: 1.1 เซนติเมตร
  • ขนาดเส้น: Extra Fine, Fine, Medium, Broad และขนาดเส้นสำหรับ Calligraphy Set (1.1, 1.4, 1.8 มม.)
  • สี: Night Blue, Black, Rose, Black Edition, Marsala

แกะกล่อง

ตัวกล่องแรกเห็น จะมีกล่องกระดาษหนาหุ้มอยู่ชั้นหนึ่งก่อน เมื่อเลื่อนออกมาจะเจอกล่องด้านใน

สำหรับ Graf von Faber-Castell Tamitio รุ่นนี้มาในกล่องใหม่ที่บริษัทเพิ่งปรับเปลี่ยน โดยใช้ไม้ผสมกับกระดาษ (ต่างจากในกรณีของ Classic Pernambuco ที่เป็นกล่องไม้ทั้งหมด) ด้านนอกเป็นกระดาษหนา ส่วนถาดด้านในเป็นไม้

ใช้วิธีการเปิดออกมาแบบประตู (เหมือนบานพับ) เผยให้เห็นกล่องและรายละเอียดด้านใน ประกอบไปด้วยตัวกล่องที่โครงเป็นไม้ คู่มือและใบรับประกัน ถุงใส่ปากกา ตัวปากกา (ด้านใน) และกระดาษสาบางๆ ที่ใส่มาด้วย (ไม่แน่ใจว่าใส่เพื่อกั้นระหว่างตัวปากกากับสมุดคู่มือ?)

แต่เดิม ถุงใส่ปากกาจะทำมาจากผ้าสักหลาดสีดำอย่างดี แต่ในรุ่นปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นผ้าดิบ แล้วพิมพ์ตราของแบรนด์ลงไป ในแง่หนึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นการลดสเปคปรับลดคุณภาพของซองใส่ปากกาลงมา อันนี้ถือว่าผิดหวังเล็กน้อย

ทีมงานเข้าใจว่าตอนซื้อมา ปากกาด้ามนี้น่าจะถูกเปิดเพื่อตรวจสอบจึงใส่มาให้ในถุง (ปกติปากกาจะแยกจากตัวถุง) ดังนั้นทีมงานจึงต้องดึงปากกาออกมาตัวถุงครับ


สำรวจตัวปากกา

สิ่งแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือขนาดตัวด้ามที่ค่อนข้างใหญ่ แต่ยังคงเก็บรักษาการออกแบบของแบรนด์เอาไว้ได้อย่างครบถ้วน วัสดุเป็นโลหะเคลือบด้วยแพลทินัมเงาสวยงาม ตัดกับวัสดุพิเศษผิวด้านที่เป็นสี Marsala (ไวน์แดงผสมสุราชนิดหนึ่งของอิตาลี และเป็นชื่อเมืองบนเกาะซิซิลี) แดงอมน้ำตาลอย่างเรียบหรู

ปลอกปากกาด้านบนเป็นแหนบที่สามารถโยกได้ ทำให้มีลักษณะเป็นคันหนีบ (แต่จะไม่เห็นกลไกชัดเจนแบบรุ่น Classic) ส่วนด้านหลังเขียนชัดเจนว่า “Handmade in Germany” (ทำด้วยมือจากเยอรมนี)

บนหัวปลอกปากกา มีการสลักชื่อของบริษัท และตราในส่วนของเรซินสีดำด้านบน

ตัวด้ามใช้วัสดุพิเศษพื้นผิวด้าน ผสานเข้ากับทองเหลืองชุบแพลทินัมที่เป็นวัสดุหลักของปากกา ให้ความรู้สึกนุ่มนวลเวลาจับและไม่แสดงให้เห็นคุณสมบัติเป็นพลาสติกเลย สร้างความรู้สึกที่แตกต่างจากปกติอย่างมาก

ท้ายด้ามเป็นโลหะเคลือบเงาแบบเดียวกับปลอกปากกา

เมื่อดึงปลอกปากกาออกจากตัวด้าม จะพบกับหัวเขียนที่เป็นโลหะทำจากเหล็กกล้าไร้สนิม และไม่มีรูช่องจ่ายอากาศ (breather hole) แบบปากกาอื่นๆ (แต่เหมือนกับ Faber-Castell LOOM แทน) สิ่งที่ทำให้ทีมงานรู้สึกแปลกใจคือบริเวณที่จับ (section) ที่ทำจากโลหะเคลือบเงาค่อนข้างสั้น และกังวลว่าจะหยิบจับใช้ถนัดมือหรือไม่

แต่อีกส่วนหนึ่ง จุดเด่นอยู่ที่ส่วนของหัวเขียน (nib assembly) สามารถหมุนและถอดออกมาจากตัวด้าม เพื่อทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น ส่วนวัสดุทำมาจากเหล็กกล้าไร้สนิมชุบโรเดียม ทำให้มีแต่ความเงาแบบปกติทั่วไป

รางจ่ายหมึก (ink feeder) เป็นพลาสติกสีดำ แบบเดียวกับ LOOM แทบจะทุกประการ อาจเรียกได้ว่าปากกาด้ามนี้เป็น LOOM รุ่นอัพเกรดราคาแพง ก็อาจจะกล่าวได้ในระดับหนึ่งถ้าพิจารณาจากมิติของหัวเขียน

ตัวปากกาใช้หลอดสูบแบบมาตรฐานสากล (standard international converter) ทำให้ใช้งานกับปากกาได้หลากหลาย ส่วนรหัสเลขประจำปากกา (serial number) อยู่ที่ตัวปากกาด้านใน ต้องหมุนเปิดเกลียวก่อนถึงจะเห็น (อันนี้ก็คล้ายกับรุ่น Classic)

ได้เวลาที่จะทดลองเขียนกันแล้วครับ


ทดลองเขียนและใช้งานจริง

เช่นเคย ทีมงานได้ทดสอบการเขียนโดยใช้อุปกรณ์ และ/หรือ วัสดุเหล่านี้ ในการทดสอบประกบคู่กับปากกาครับ

  • หมึก Pilot Iroshizuku Ama-iro
  • กระดาษ Double A ขนาด A4 ที่ความหนา 80 แกรม

ได้ผลการทดสอบออกมา ดังนี้ครับ

ในเชิงของการเขียน ปากกาด้ามนี้เขียนได้ลื่นมาก ขณะเขียนแทบไม่รู้สึกหรือสัมผัสได้ถึงเนื้อกระดาษเลยแม้แต่น้อย รวมถึงไม่ต้องหาจุดหมุนที่พอดี (sweet spot) เลย เรียกว่าลอกเลียนบุคลิกของ LOOM ออกมาได้อย่างหมดสิ้น รวมถึงขนาดเส้นที่เป็นไปตามมาตรฐาน (ด้ามนี้มีขนาดเส้น M)

จุดที่แตกต่างออกไปคือเรื่องของน้ำหนักเส้น (line variation) และความยืดหยุ่นที่มีมากกว่ารุ่นล่างๆ อยู่ “เล็กน้อย” กล่าวคือถ้าหากเริ่มถ่ายน้ำหนักจากมือลงไปยังหัวเขียน หัวปากกาจะเริ่มขยับตัว (flex) เล็กน้อย นับว่าเป็นจุดต่างจากปากกาหมึกซึมของแบรนด์ลูกที่แตกต่างจากแบรนด์หลักพอสมควร

สิ่งที่ชวนแปลกใจอีกอย่างคือน้ำหมึกที่ไหลออกมาไม่ค่อยมากเท่าที่คิดเอาไว้ (ประมาณ Montblanc Donation Pen) แม้หมึกกลุ่ม Iroshizuku จะแห้งช้าก็ตาม เลยไม่ค่อยแน่ใจว่าทางแบรนด์ได้ทำการปรับแต่งรางจ่ายหมึกหรือไม่

ในส่วนจุดอื่นๆ เช่น เรื่องของการเขียนใช้งาน ต้องยอมรับว่าปากกาด้ามนี้มีน้ำหนักที่มากพอตัว แม้ด้วยขนาดด้ามที่ใหญ่จะทำให้การจับใช้งานไม่ยากมาก แต่ในมิติการเขียนก็ถือว่าหนักพอสมควร ยิ่งเมื่อเสียบปลอกปากกาท้ายด้ามเพื่อเขียนแล้วยิ่งหนักขึ้น ทำให้มือต้องออกแรงมากขึ้น ส่งผลทำให้เมื่อยมือหากเขียนไปนานๆ คำแนะนำของทีมงานจึงเป็นว่าถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรเสียบปลอกเขียนปากกาด้านหลัง

ในเรื่องของบริเวณที่จับ (grip section) ที่มีขนาดหน้าสัมผัสเล็ก ตอนแรกทีมงานรู้สึกขัดใจบ้าง แต่เมื่อใช้งานจริงก็ไม่พบปัญหาอะไร แต่สำหรับบางคนที่อาจจะรู้สึกว่าหน้าสัมผัสเล็กเกินไป จุดนี้ควรต้องพิจารณาครับ

ส่วนความโดดเด่นในการพกใช้งานนั้น ด้วยขนาดที่ใหญ่ของปากกาด้ามนี้ ทำให้หลายคนทักทีมงานที่พกไปใช้ถึงปากกาด้ามนี้อยู่บ้างครับ ดังนั้นถ้าใครต้องการปากกาที่ใครๆ ก็ทักตอนใช้งาน ด้ามนี้ถือว่าเหมาะสม


ราคาและสถานที่ซื้อ

ปากกาหมึกซึมด้ามนี้ไม่มีจำหน่ายในประเทศไทยผ่านตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (DKSH Thailand) ดังนั้นแล้วถ้าท่านต้องการจะซื้อปากการุ่นนี้ จำเป็นต้องหาจากต่างประเทศเท่านั้น โดยราคาที่ประเทศมาเลเซีย อันเป็นประเทศที่ใกล้ที่สุดที่มีวางจำหน่าย ราคาอยู่ที่ด้ามละ 1,100 มาเลเซียริงกิต คิดเป็นเงินไทยตกประมาณ 8,000 บาท

แม้จะมีการรับประกันให้ยาวนาน 24 เดือน (2 ปี) แต่ต้องไม่ลืมว่า GvFC ไม่ได้นำมาจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการ ดังนั้นถ้าได้มา ควรพิจารณาเรื่องของมิติการซ่อมและบริการหลังการขายนี้ด้วย


สรุป

ความประทับใจที่เกิดขึ้นของ Graf von Faber-Castell Tamitio ด้ามนี้ นับเป็นความประทับใจต่อเนื่องที่เกิดขึ้นจากปากกาตัวก่อนหน้าที่ทีมงานได้รีวิวมา เพราะแม้กระทั่งรุ่นแรกเข้า (entry-level) ของแบรนด์ ก็ยังสามารถรักษาคุณภาพเอาไว้ได้อย่างคงเส้นคงวา ไม่มีสิ่งใดที่ผิดเพี้ยนแปลกไป

ในมิติของการเขียน ปากกาหมึกซึมด้ามนี้ทำได้ดีและมีคุณภาพอย่างมาก ส่วนมิติของการออกแบบเอง แม้จะต้องแลกมาด้วยการลดคุณสมบัติบางข้อลงเมื่อเทียบกับรุ่นที่แพงกว่านี้ แต่ทีมงานยังถือว่าแบรนด์รักษาเอกลักษณ์ทุกอย่างเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนและไม่ขาดเลย

ทว่า เมื่อกลับมาพิจารณาที่ราคาราว 8,000 บาท ทีมงานยังรู้สึกว่า ด้วยราคาที่แพง ปากการุ่นนี้อาจจะเจองานหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเทียบกับคู่แข่งที่มีความใกล้เคียงกัน เช่น Montegrappa หรือปากกาที่เขียนได้ดี (แถมยังได้หัวทองคำ) อย่างเช่น LAMY 2000, Pilot Custom 74 เป็นต้น

เหตุผลที่จะซื้อปากกาด้ามนี้จึงตกไปอยู่ 2 มุมด้วยกัน ระหว่างการซื้อแบรนด์ GvFC ที่ย่อมไม่เหมือนใครในประเทศ และให้คุณภาพการเขียนที่ดีถึงดีมาก กับการได้ปากกาที่มีคุณภาพในวัสดุและการออกแบบที่ดีนั่นเอง ซึ่งเมื่อพิจารณาในทุกๆ มิติแล้ว ปากกาด้ามนี้ย่อมไม่ได้เหมาะสมกับทุกๆ คนครับ

แต่หากโจทย์ของท่านที่กำลังแสวงหาปากกาที่เข้าเหตุผลข้อใดข้อหนึ่ง (หรือสองข้อ) แล้ว ปากกาหมึกซึมรุ่นนี้ย่อมตอบโจทย์ความต้องการของท่านได้อย่างแน่นอน

ข้อดีข้อเสีย
ราคาลดลงจากรุ่นสูงพอสมควรยังถือว่าราคาสูงเกินไป เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
ปากกาออกแบบโดยยังคงความเรียบหรูน้ำหนักที่มากเกินไป หากเสียบท้ายด้ามเพื่อเขียน
การรับประกันที่ไม่มีในไทย

เครดิต

แหล่งข้อมูล: Graf von Faber-Castell, Appelboom
ผู้เรียบเรียง: ภัทรนันท์ ลิ้มอุดมพร
สถานที่: Platinum Lounge, Siam Paragon

สรุปรีวิว

Graf von Faber Castell Tamitio

ความเห็นภาพรวม

ในมิติของการเขียน ปากกาหมึกซึมด้ามนี้ทำได้ดีและมีคุณภาพอย่างมาก ส่วนมิติของการออกแบบเอง แม้จะต้องแลกมาด้วยการลดคุณสมบัติบางข้อลงเมื่อเทียบกับรุ่นที่แพงกว่านี้ แต่ทีมงานยังถือว่าแบรนด์รักษาเอกลักษณ์ทุกอย่างเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนและไม่ขาด จุดชี้ขาดจึงอยู่ที่เรื่องของราคาและแบรนด์ ด้วยราคาระดับนี้ คู่แข่งมีอยู่มาก และอาจจะเหนื่อยต่อการแข่งขัน
Patranun Thaniyavarn Limudompornhttps://www.patranun.com/
เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา คนเดินดิน เรียนจบรัฐศาสตร์ ชอบปากกามาตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่ค่อยได้บอกให้ใครรู้ เริ่มใช้ปากกาหมึกซึมมาตั้งแต่ระดับประถม และใช้ปากกาลูกลื่น Montblanc Generation เป็นปากกาประจำตัว เลิกใช้ปากกาหมึกซึมไประยะหนึ่งก่อนกลับมาใช้ใหม่เพราะเพื่อนฝูงชักชวน แต่ก็ยังวนเวียนกับปากการะดับพรีเมียมเช่นเคย

ติดตามเราบน Facebook

เนื้อหายอดนิยม

รีวิว ปากกาหมึกเจลมูจิ (MUJI Gel Pen) ของดีที่ซื้อให้ก็ได้ ใช้เองก็ดี

ไรท์ติ้งอินไทย พาท่านพบกับ รีวิวเครื่องเขียน ที่ครั้งนี้เป็น ปากกาหมึกเจลมูจิ (MUJI Gel Ink Pen) ยอดนิยม ที่เขียนได้ดี ใช้ง่าย ใช้เองก็ได้ ให้คนอื่นก็ดี

รีวิวปากกาหมึกซึม Montblanc Meisterstück 149

รีวิว Montblanc Meisterstück 149 ปากกาหมึกซึมในตำนานกับไรท์ติ้งอินไทย ปากกาที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นเจ้าของ เพื่อเป็นตัวแทนและเครื่องหมายของความสำเร็จในชีวิต

เขียนสู้ COVID-19! แนะนำเครื่องเขียนดิจิทัลเพื่อการสอนออนไลน์

ไรท์ติ้งอินไทย พาไปพบกับตัวเลือกเครื่องเขียนดิจิทัล ที่จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนแบบออนไลน์ ในช่วงวิกฤติการแพร่เชื้อ COVID-19

รวมข้อมูล สถานที่ส่งซ่อม ปากกา เครื่องเขียน ในไทย

หลายครั้งที่เรามีเครื่องเขียนคู่ใจ ไม่ว่าจะเป็น ปากกา ปากกาหมึกซึม ดินสอกด ฯลฯ และเราก็ใช้งานอยู่ตลอดเวลา แต่เครื่องเขียนเหล่านี้ก็มักจะมีการสูญสลายตามเวลา สิ่งที่ต้องตามมาคือการเอาปากกาและเครื่องเขียนอื่นๆ เข้าซ่อม ไรท์ติ้งอินไทย จึงรวบรวมข้อมูลส่งซ่อมเครื่องเขียนคู่ใจ และนโยบายของการซ่อมสินค้าเหล่านี้มาให้ผู้อ่านใช้เป็นข้อมูลครับ (อัพเดตล่าสุด: 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561)

4 ร้านเครื่องเขียนแห่ง “สามย่านมิตรทาวน์” ที่ไม่ควรพลาด

สามย่านมิตรทาวน์ (Samyan Mitrtown) จุดนัดพบแห่งใหม่เปิดตัวแล้ว ไรท์ติ้งอินไทยขอแนะนำ 4 ร้านเครื่องเขียนที่ตั้งอยู่ในห้าง สำหรับผู้ชื่นชอบที่ไม่ควรพลาด

บทความที่เกี่ยวข้อง