ไรท์ติ้งอินไทย เคยนำเสนอปากกาจาก Faber-Castell ไปครั้งหนึ่งกับ LOOM มาแล้ว ซึ่งก็ให้ประสบการณ์ที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง สำหรับในครั้งนี้เราขยับระดับขึ้นมาที่แบรนด์ลูกระดับหรูกับ Graf von Faber-Castell Classic Pernambuco ปากกาหรูทุกมิติที่ทำผลงานได้น่าประทับใจครับ

รู้จักกับ Graf von Faber-Castell Classic Pernambuco

เมื่อพูดถึง Faber-Castell ก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องพูดถึง Graf von Faber-Castell (หรือ GvFC) แบรนด์ลูกของบริษัทที่ทำออกมาเพื่อตอบโจทย์สินค้าในตลาดหรูของผู้ผลิตรายนี้จากเยอรมันเป็นการเฉพาะ

GvFC ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1993 โดยบริษัทใช้สำหรับเป็นแบรนด์ผลิตสินค้าระดับสูงในกลุ่มเครื่องเขียนชั้นดี (fine writing instrument) เน้นความหรูหรา การออกแบบที่แตกต่าง และวัสดุล้ำค่าต่างๆ สำหรับตัวปากกาและเครื่องเขียน โดยจุดเริ่มต้นมาจากการผลิตดินสอในรูปแบบที่เรียกว่า “Perfect Pencil” ซึ่งเป็นดินสอที่มีคลิป ที่เหลาดินสอ ยางลบ ทุกอย่างอยู่ในตัวทั้งหมด และตั้งราคาจำหน่ายที่แพงมาก (ราคาในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี ค.ศ. 2013 อยู่ที่ 425 ดอลลาร์ หรือประมาณ 14,000 บาท)

จากจุดนั้นเป็นต้นมา บริษัทจึงเริ่มต้นขยายไลน์ของผลิตภัณฑ์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยครอบคลุมทั้งปากกาลูกลื่น ปากกาหมึกซึม โรลเลอร์บอล รวมถึงล่าสุดยังขยายความร่วมมือกับแบรนด์รถยนต์อย่าง Bentley จากอังกฤษ ออกรุ่นพิเศษเป็นการเฉพาะมาด้วยเช่นกัน

ข้อเด่นของแบรนด์นอกเหนือจากการใช้วัสดุที่หรูหราและควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดแล้ว ปากกาและเครื่องเขียนทุกด้ามที่อยู่ภายใต้แบรนด์นี้ ต้องเป็นสินค้าที่ผลิตที่เยอรมนีเท่านั้น ไม่มีการส่งไปตามโรงงานของประเทศอื่นๆ ที่บริษัทไปตั้งฐานการผลิตอยู่ ทำให้ถูกควบคุมคุณภาพมาอย่างเข้มงวดโดยตลอด

สำหรับ Graf von Faber-Castell Classic Pernambuco ถือเป็นรุ่นหนึ่งของแบรนด์ที่ออกมาตั้งแต่แรกๆ จุดเด่นอยู่ที่การเลือกใช้ไม้ Pernambuco ซึ่งเป็นไม้เก่าแก่ของบราซิลที่เนื้อแน่นและมีสีแดง มีคุณสมบัติที่แข็งมากเป็นพิเศษ ทำให้ไม้ชนิดนี้ถูกเลือกเป็นคันชัก (bows) ของกลุ่มดนตรีเครื่องสายของตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นไวโอลิน วิโอล่า หรือเชลโล่ก็ตาม

ภาพตัดขวางต้น Pernambuco โดย mauroguanandi (CC-BY 2.0)
ภาพตัดขวางต้น Pernambuco โดย mauroguanandi (CC-BY 2.0)

อย่างไรก็ดี ไม้ชนิดนี้กลับหายากขึ้นทุกวัน เนื่องจากเติบโตนอกพื้นทีได้ยาก และต้องการสภาพแวดล้อมที่มีความจำเพราะเจาะจงมาก ทำให้ถูกขึ้นทำเนียบว่าเป็นไม้พันธุ์หายาก และอยู่ในรายชื่อของ IUCN (สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ) ว่าเป็นพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ ทำให้ไม้ชนิดนี้หายากมากขึ้น เพราะถูกควบคุมนั่นเอง

บรรจุภัณฑ์และตัวปากกา

หมายเหตุ: บรรจุภัณฑ์ของทีมงานที่ได้รับมา เป็นบรรจุภัณฑ์รุ่นเก่าซึ่งไม่ได้ทำแล้ว ในปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ของ Graf von Faber-Castell ทุกรุ่นจะใช้ไม้ผสมกับกระดาษ ซึ่งจะแตกต่างจากรุ่นในรีวิวนี้

บรรจุภัณฑ์ด้านนอกจะเป็นกล่องกระดาษแข็ง ให้สัมผัสเหมือนกระดาษลูกฟูกสีเขียวเข้ม เมื่อเปิดออกด้านจะพบกับกล่องซ้อนไว้อีกชั้นหนึ่ง

ความพิเศษของกล่องด้านในคือกล่องแบบพิเศษ เนื่องจากทำมาจากไม้ทั้งหมดเป็นชิ้น! ที่ผ่านมาทีมงานไม่เคยได้สัมผัสกล่องปากกาที่มีความหรูและคงขนาดนี้มาก่อน ซึ่งนี่ถือเป็นแบรนด์แรกที่ให้กล่องสำหรับปากการุ่นปกติมาได้มีคุณภาพและหรูหราเป็นอย่างมาก สามารถเอาออกมาใช้งานเป็นกล่องปากกาตั้งบนโต๊ะทำงานได้ทันที ใช้การเปิดผาเป็นแม่เหล็ก

เมื่อเปิดออกมา ก็จะพบกับคู่มือด้านในสีเขียวแบบนี้ ซึ่งบอกวิธีการใช้งานคร่าวๆ เอาไว้

พ้นจากคู่มือไป ก็ถึงถุงใส่ปากกากำมะหยี่สีดำที่แถมมาให้ สำหรับการพกปากกาออกไปตามสถานที่ต่างๆ และตัวปากกาในถุงพลาสติก

สำหรับตัวปากการุ่นนี้ ใช้วัสดุเป็นโลหะ (ไม่ทราบชนิด) เป็นวัสดุหลักของตัวด้าม จากนั้นจึงเสริมด้วยไม้ Pernambuco เข้าไปที่ตัวด้าม ก่อนจะใช้เครื่องแกะสลักลายออกมาเป็นอย่างที่เห็นในภาพ

ลายไม้จะเป็นแถบเส้นตรงๆ ลงมา ส่วนไม้จะสะท้อนแสงและสีไฟแตกต่างกันออกไป โดยเป้นน้ำตาลเข้มในหลายกรณี และบางทีจะแสดงสีอมแดงออกมาในสภาพแสงกึ่งๆ เหลืองได้ด้วย

ส่วนที่เป็นโลหะด้านนอกทั้งหมด บริษัทเคลือบด้วยแพลทินัมอย่างหนา ทำให้มีความเงาและทนทานต่อการหมองในระดับหนึ่ง ซึ่งตอนที่ทีมงานได้มาก็มีความหมองอยู่บ้าง แต่พอใช้ผ้าขัดเครื่องประดับที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ปากกาก็กลับมาเงางามใหม่อีกครั้งหนึ่ง

ส่วนหัวของปากกาซึ่งเป็นจุดที่หมุนเอาไส้ออกมาเขียน มีการประทับตราของแบรนด์เอาไว้

ส่วนคลิปของปากกาก็ใช้วัสดุเป็นโลหะเคลือบแพลทินัมเช่นกัน โดยคลิปมีลักษณะยืดหยุ่น (flexible) เพราะมีสปริงอยู่ สามารถรองรับการใช้งานได้ดีระดับหนึ่ง ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่าประทับใจอย่างมาก

ส่วนปลายปากกาก็เป็นโลหะลักษณะเดียวกัน มีนการสลักคำว่า “Graf Von Faber-Castell Germany” รอบตัวด้าม เมื่อหมุนส่วนนี้ออกมาจะพบตัวไส้ ซึ่งด้านในของส่วนปลายที่หมุนออกมามีรหัสประจำปากกา (serial number) ปรากฎอยู่ (ไม่ได้ถ่ายมา)

ตัวไส้ของปากกาใช้ไส้แบบ G2 ซึ่งเป็นไส้รูปแบบของ Parker ที่เป็นที่นิยมใช้ในปากกาหลายเจ้า (รวมถึง Artifact Hallmark ที่เราเคยรีวิวไปแล้ว) ดังนั้นถ้าใครชอบไส้ปากกาของยี่ห้ออื่นที่มีลักษณะเดียวกัน ก็เปลี่ยนมาใช้ได้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องใช้ไส้ดั้งเดิมของบริษัทเสมอไป

ข้อมูลจำเพาะของปากกา (specification)

  • ความยาวปากกา: 13.6 เซนติเมตร
  • วัสดุ: ไม้ Pernambuco และโลหะเคลือบแพลทินัม
  • ไส้ปากกา: ไส้ปากกาลูกลื่นหรือเจล มาตรฐาน G2
  • น้ำหนัก: 32 กรัม
  • เส้นผ่าศูนย์กลาง: 1.1 เซนติเมตร

ทดสอบเขียนจริง

เนื่องมาจากเหตุอันสุดวิสัย คือ ไส้ที่มากับปากกาเกิดหมดไปเสียก่อนที่จะเขียนรีวิวนี้ และไม่สามารถสั่งซื้อได้ ทำให้ทางทีมงานจำเป็นต้องใช้ไส้ easyFLOW 9000 Refill ของ Schmidt ที่จัดจำหน่ายโดย Artifact แทน (ราคาจำหน่ายของไส้นี้อยู่ที่ราคา 80 บาท) ดังนั้นแล้วในเรื่องของน้ำหมึกและผลงานการเขียน จะเหมือนกับ Artifact Hallmark ทุกประการ นั่นก็คือ สีหมึกคมชัด ไม่มีอาการหมึกเยิ้มให้ปวดหัว และเส้นที่ออกมาก็คมชัด

อย่างไรก็ตาม จุดที่ปากกาด้ามนี้ให้ความแตกต่างคือสัมผัสชนิดที่เรียกว่าหรูมาก หรูจนกระทั่งปากกาลูกลื่น Montblanc Meisterstück 164 ที่เป็นปากกาลูกลื่นอีกด้ามและอยู่ในระดับเดียวกัน ตกไปโดยปริยาย เนื่องจากปากกานี้มีน้ำหนักที่มากกว่าลูกลื่นโดยปกติ แต่ยังรักษาสมดุลของปากกาเอาไว้ได้ดี รวมถึงสัมผัสของไม้ก็เหนือชั้นกว่าเรซินหรือพลาสติกโดยทั่วไปอย่างมาก

ทว่า สิ่งที่เป็นข้อด้อยอย่างชัดเจนของปากการุ่นนี้ คือการเป็นปากกาที่ไม่สามารถเขียนได้นาน เพราะส่วนที่จับปากกา (section) ในส่วนปลายค่อนข้างเล็ก ทำให้ตอนจับต้องใช้แรงจับเยอะ ตามมาด้วยแรงกดที่มาก เมื่อเขียนไปนานๆ ย่อมเกิดอาการเมื่อยเอาดื้อๆ ระหว่างการใช้งาน พอจะขยับขึ้นมาจับที่ตัวไม้ ก็พบว่าตัวปากกาจะไม่ได้สมดุลและจับไม่สะดวกนัก ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะปากการุ่นนี้อย่างเดียว แต่ยังเกิดกับปากกาที่ใช้การออกแบบลักษณะเดียวกันที่เน้นบอดี้ผอมๆ เล็กๆ ทำให้เขียนได้ยาก จับไม่สบายมือเท่าใดนักหากใช้ไปนานๆ

ราคาและสถานที่จำหน่าย

ในประเทศไทย ไม่มีการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ Graf von Faber-Castell อย่างเป็นทางการ แม้ว่าจะมีตัวแทนจำหน่าย Faber-Castell ในประเทศไทย (ก็คือ DKSH) ทำให้ท่านที่ต้องการปากกาแบรนด์นี้ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องซื้อที่ต่างประเทศเท่านั้น

สำหรับราคาวางจำหน่ายของปากกาลูกลื่นรุ่นนี้ อยู่ที่ 350 ดอลลาร์ (ประมาณ 11,500 บาท) ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งถือว่าเป็นปากกาลูกลื่นที่มีราคาสูงมากเป็นอันดับต้นๆในตลาดเลยทีเดียว ส่วนทีมงานได้มาในราคาที่ไม่สามารถเปิดเผยได้ และเป็นความบังเอิญของทีมงานที่เจอปากกาด้ามนี้ในจุดที่ไม่คาดว่าจะเจอ

สรุป

น้อยครั้งที่ทีมงานจะได้มีโอกาสจับปากกาดีๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปากกาลูกลื่นดีๆ อย่าง Graf von Faber-Castell Classic Pernambuco ซึ่งทีมงานรู้สึกว่า ด้วยการออกแบบและวัสดุของปากกาที่เลือกใช้ นับว่าสมกับราคาค่าตัวเป็นอย่างยิ่ง และสมกับตลาดที่เป็นกลุ่มของแบรนด์ด้วย นั่นก็คือคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์หรูหราในระดับสูง หรือผู้บริหารที่ต้องการปากกาสื่อถึงความแตกต่างให้กับชีวิต

ข้อดีของปากกาด้ามนี้ นอกจากจะใช้ระบบไส้แบบ G2 ซึ่งสามารถซื้อไส้หมึกของยี่ห้ออื่นมาเปลี่ยนได้แล้ว ยังเป็นเรื่องของสัมผัสในการเขียนที่ดีมาก ไม่ว่าจะเป็นไม้หรือโลหะ สมดุลดี และการออกแบบโดยรวมแล้วปากกาด้ามนี้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น

จุดที่เป็นข้อเสียของปากการุ่นนี้โดยตรงอยู่ที่ขนาดของปากกา ซึ่งเล็กและถ้าใช้ไปนานๆ ก็มีเมื่อยบ้าง ต้องเขียนไปสักพักแล้วหยุกพักเป็นจังหวะ แต่นอกนั้นถือว่าทำผลงานได้ดีมากจนน่าประทับใจ ส่วนข้อเสียที่ไม่ใช่โดยตรงคือปากกาด้ามนี้ยังไม่มีวางจำหน่ายในไทย ใครที่คิดจะซื้อมาใช้ (รวมถึงทีมงานด้วย) หากปากกาเสียแล้ว การซ่อมก็เป็นไปด้วยความยากลำบากอย่างแน่นอน ไม่นับเรื่องของราคาที่แพงมาก

ผู้เล่นในตลาดที่มีปากกาซึ่งมีคุณสมบัติและวัสดุทัดเทียมกันสำหรับปากการุ่นนี้ นับว่าหาได้ยากมาก และทีมงานก็นึกไม่ออกว่าจะมีผู้เล่นในตลาดรายใดที่นำเสนอปากกาลูกลื่นด้วยวัสดุหรูหราและหายากเช่นนี้ ส่วนถ้าอยู่ในระดับเดียวกัน Montblanc Meisterstück 164 หรือ StarWalker ก็เป็นสองรุ่นที่ทีมงานพอจะนึกออกในเวลานี้ ด้วยราคาและคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกันครับ

ข้อดีข้อเสีย
การออกแบบเป็นเอกลักษณ์ราคาแพง
ใช้ไส้แบบ G2 ทำให้หาเปลี่ยนได้ง่ายขนาดปากกาและการออกแบบ ไม่เอื้อต่อการใช้นานๆ
ให้สัมผัสวัสดุที่ดีมากในไทย ไม่มีการรับประกัน

เครดิตรีวิว

ศิระกร ลำใย – ถ่ายภาพ | ภัทรนันท์ ลิ้มอุดมพร – รีวิวและเรียบเรียง

Facebook Comments