หากกล่าวถึงปากกาแบรนด์จากสหรัฐอเมริกา นอกจากปากกาที่คนไทยรู้จักกันดีอย่าง CROSS แล้ว อีกแบรนด์ที่น่าจะรู้จักอย่างดีนั่นก็คือ Sheaffer ซึ่งในรีวิวเครื่องเขียนครั้งนี้เราจะรีวิว Sheaffer 300 หนึ่งในปากการะดับสูงของแบรนด์ในปัจจุบัน


หมายเหตุ: รีวิวนี้ทีมงานได้รับปากกามาจากบริษัท DHA Siamwalla ผู้จัดจำหน่ายปากกา Cross ในประเทศไทย แต่ยังให้อิสระในการรีวิวและคำวิจารณ์กับทีมงานครับ ทีมงานขอขอบพระคุณทางบริษัทที่ได้ให้ปากกามาสำหรับการทดสอบในครั้งนี้

ทำความรู้จักกับ Sheaffer 300

สัญลักษณ์ Sheaffer

ในครั้งที่เรารีวิวรุ่น VFM กันไปเมื่อปีที่แล้ว เราเคยนำเสนอถึงประวัติศาสตร์โดยคร่าวของแบรนด์ปากกาเก่าแก่นี้ไปบ้างแล้ว ตัวแบรนด์ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1913 และเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเครื่องเขียนเรื่อยมา จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1997 บริษัท Societe Bic S.A. จากฝรั่งเศส ก็เข้าซื้อกิจการไป และขายให้กับกลุ่มของ CROSS ผู้ผลิตปากกาอย่าง Century, Townsend, Peerless 125 ของสหรัฐอเมริกา

เฉกเช่นเดียวกับ VFM สายการผลิต 300 ถือเป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ของบริษัท และเริ่มต้นวางตลาดในราวปี ค.ศ. 2000 ซึ่งเป็นช่วงหลังจาก Bic เข้าซื้อกิจการได้ไม่นานนัก พร้อมๆ กับผลิตภัณฑ์ตัวอื่น ก่อนที่จะค่อยๆ เริ่มตัดออกไป (สายการผลิตรุ่น 500 ถูกยกเลิก เป็นต้น) จนกระทั่งเหลือแต่รุ่น Pop, VFM, Viewpoint Calligraphy, 100, 300, Sagaris, Intensity และ Prelude ในปัจจุบัน

วัสดุหลักของปากกาใช้เป็นทองเหลือง (brass) ทำให้ปากการุ่นนี้ค่อนข้างหนักกว่าปากการุ่นอื่นๆ ในเรื่องของการเขียน สำหรับปากกาหมึกซึมใช้หัวปากกาผลิตจากเหล็กกล้าไร้สนิม ส่วนการเขียนอื่นๆ ใช้ไส้มาตรฐานของบริษัท

ในประเทศไทย ปากการุ่นนี้วางจำหน่ายร่วมกับปากการุ่นอื่นๆ ของบริษัท มาพร้อมกันทุกรูปแบบการเขียน (ปากกาหมึกซึม, โรลเลอร์บอล, ปากกาลูกลื่น) แต่มีเพียงสีเดียวคือ สีโลหะเงินขลิบทอง (Chrome with Gold Trim) เท่านั้นครับ

ข้อมูลจำเพาะของ Sheaffer 300

ปากกาหมึกซึม

  • ผลิตจากโลหะทองเหลือง
  • ความยาวด้าม: 14.14 เซนติเมตร
  • เส้นผ่าศูนย์กลาง: 1.30 เซนติเมตร
  • น้ำหนัก 53.58 กรัม

โรลเลอร์บอล

  • ผลิตจากโลหะทองเหลือง
  • ความยาวด้าม: 14.14 เซนติเมตร
  • เส้นผ่าศูนย์กลาง: 1.30 เซนติเมตร
  • น้ำหนัก 48.47 กรัม

ปากกาลูกลื่น

  • ผลิตจากโลหะทองเหลือง
  • ความยาวด้าม: 13.74 เซนติเมตร
  • เส้นผ่าศูนย์กลาง: 1.30 เซนติเมตร
  • น้ำหนัก 49.89 กรัม

จะสังเกตได้ว่า ปากการุ่นนี้มีน้ำหนักแตะเกือบ 50 กรัม (ครึ่งขีด) แทบทั้งนั้น (ปากกาหมึกซึมทะลุไปเลย) ดังนั้นแล้วปากกาด้ามนี้จึงถือว่า หนักเอาการทีเดียว

แกะกล่องปากกา

กล่องปากการุ่นนี้เป็นกล่องหน้าตาปกติธรรมดาทั่วไป ด้านนอกจริงๆ จะมีกล่องกระดาษหนาภายนอกครอบไว้อีกชั้นหนึ่งก่อนจะถึงกล่องด้านใน (ทีมงานไม่ได้ถ่ายมา)

กล่อง Sheaffer 300
กล่องของ Sheaffer 300

ด้านในเมื่อเปิดออกมา จะเห็นปากกาปรากฎอยู่ภายในอย่างสวยงาม บุด้วยผ้ากำมะหยี่อย่างดี พร้อมพิมพ์ตราสัญลักษณ์ Sheaffer อย่างเห็นได้ชัดเจน

เมื่อยกฐานออกมา ด้านล่างจะปรากฎให้เห็นถึงคู่มือ และการรับประกัน (ที่ทีมงานได้รับมา เป็นการรับประกัน 3 ปี แต่จากข้อมูลของตัวแทนจำหน่ายระบุว่าได้เพียง 1 ปีเท่านั้น)

สำรวจปากกา

ตัวปากกาสำหรับทีมงาน สัมผัสแรกบอกได้ทันทีว่า “หนัก” ซึ่งพอพิจารณาว่าวัสดุที่ใช้เป็นทองเหลือง (brass) ย่อมเข้าใจได้

ตัวปากกาทำสีมาเงาวับ ดังนั้นแล้วถ้าใช้ก็ต้องเจอลายนิ้วมือแน่นอน เลี่ยงไม่พ้น ควรเตรียมผ้าเช็ดคราบรอยลายนิ้วมือต่างๆ เอาไว้ด้วย

ตัวแหนบปากกามีการเจาะช่องเอาไว้ด้วย สร้างเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร

เหนือช่องตรงแหนบ มีจุดสีขาวซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ของบริษัทปรากฎอยู่

กลางด้ามมีการสลักคำว่า Sheaffer เอาไว้

ท้ายด้ามในส่วนที่เป็นปากกาหมึกซึมและโรลเลอร์บอล มีการออกแบบเพื่อให้ล็อคฝาปลอกปากกาเข้ากับท้ายด้าม เวลาต้องเขียนแบบเสียบปลอกด้านหลัง (post) สำหรับทีมงานถือว่าการออกแบบลัษณะนี้ถือว่า “ฉลาด” และ “เข้าท่า” (ingenious) อย่างมาก

อีกจุดหนึ่งที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ อยู่ที่แหนบซึ่งออกแบบมาเป็นแบบคันโยกได้ทั้งอัน สร้างเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครครับ

ปากการุ่นนี้มาพร้อมการเขียนในรูปแบบต่างๆ ดังที่เราได้กล่าวถึงไปแล้วในตอนต้น ซึ่งสำหรับประเทศไทยก็นำเข้ามาครบทุกแบบครับ

ในกรณีของโรลเลอร์บอลและปากกาลูกลื่น ใช้ไส้แบบเดียวกับ VFM ใช้ด้วยกันได้ทันที (และสะดวกกับทีมงาน คือไม่ต้องทดสอบในเรื่องของการเขียนของสองอันนี้)

ส่วนปากกาหมึกซึมนั้น มีความแตกต่างจากรุ่น VFM กล่าวคือใช้หลอดสูบและหลอดหมึกของ Sheaffer เอง ไม่ได้ใช้แบบเดียวกับรุ่นก่อนครับ อาจจะต้องระวังนิดหนึงในจุดนี้

สำหรับหัวปากกาทำมาจากเหล็กกล้าไร้สนิม ค่อนข้างสั้นและอ้วนกว่าหัวปากกาโดยทั่วไปในตลาดครับ

ทดสอบเขียน

ในการทดสอบนี้ ทีมงานใช้เฉพาะปากกาหมึกซึม เนื่องจากไส้หมึกของรุ่นอื่นนั้น เป็นรุ่นที่เคยรีวิวไปแล้วใน VFM ดังนั้นจึงขออนุญาตข้ามไป และรีวิวเฉพาะปากกาหมึกซึมแต่เพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม สำหรับปากกาลูกลื่นและโรลเลอร์บอล ทีมงานใช้แล้วพบว่าเขียนได้ดี ใช้ได้ไม่หนักมาก ยกเว้นในกรณีเสียบปลอกท้ายด้ามของโรลเลอร์บอลที่การถ่วงน้ำหนักจะเป็นปัญหา เนื่องจากปลอกปากกามีน้ำหนักที่มากพอสมควร

สำหรับปากกาหมึกซึม ทีมงานทดลองเขียนโดยใช้หมึก Montblanc Irish Green ในการเขียน และกระดาษเป็น Double A ขนาด A4 ที่ความหนา 80 แกรม (gsm)

ทีมงานพบว่า ปากกาด้ามนี้มีลักษณะที่แปลกออกไป เนื่องจากเส้นที่ได้มีลักษณะเป็นแบบ “Stub” หรือหัวตัด ซึ่งเมื่อทีมงานใช้แว่นขยายส่อง ก็พบว่าด้ามนี้มีลักษณะหัวเขียนเป็นสี่เหลี่ยมเอียงเล็กน้อย ผลเช่นนี้ทำให้เส้นที่ออกมาจึงมีลักษณะแบบหัวตัดไปด้วย

ในเรื่องของการเขียน ทีมงานพบว่าจะกินกระดาษนิดๆ เนื่องจากมีลักษณะเป็น stub-like และเขียนได้ยากระดับหนึ่ง เพราะต้องวางมือและตำแหน่งของหัวเขียนให้ถูก แต่ถ้าถูกแล้วปากกาด้ามนี้จะเขียนได้ดี ทำผลงานได้ในระดับที่น่าพอใจอยู่ทีเดียว ส่วนของขนาดเส้นก็เป็นแบบ Medium ตามมาตรฐานทั่วไป ไม่ได้ใหญ่หรือเล็กแต่อย่างใด ความยืดหยุ่นของหัวเป็น 0 ดังนั้นแล้วใครก็ตามที่อยากได้หัวแบบยืดหยุ่นนิดๆ อาจจะผิดหวังบ้าง

จุดที่อาจเป็นข้อติสำคัญคือเรื่องของปลอกปากกา ที่ถึงแม้จะออกแบบมาให้เสียบท้ายด้ามได้ แต่การเสียบท้ายด้ามนั้นทำให้เสียสมดุลไป เพราะปลอกปากกามีน้ำหนักมาก การใช้งานแบบแยกกันแล้วตั้งไว้เฉยๆ อาจจะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่ามาก และถ้าเสียบปลอกเขียนไปนานๆ ย่อมมีเมื่อยมือกันบ้างครับ

ราคาและสถานที่จำหน่าย

Sheaffer 300 วางจำหน่ายในประเทศไทย โดยมีเพียงแบบเดียวคือสีเงาโลหะเงินพร้อมขลิบทอง ราคาจำหน่ายขึ้นกับรูปแบบการเขียนดังนี้

  • ปากกาหมึกซึม ด้ามละ 3,000 บาท
  • โรลเลอร์บอล (ในระบบเขียน “ปากกาเคมี”) ด้ามละ 2,450 บาท
  • ปากกาลูกลื่น ด้ามละ 2,100 บาท

ทั้งหมดมาพร้อมกับการรับประกันนาน 1 ปีจากตัวแทนจำหน่าย DHA Siamwalla และมีจำหน่ายตามจุดจำหน่ายปากกาของบริษัทเป็นการทั่วไป เช่น B2S, Be Trend เป็นต้น

ส่วนราคาในสหรัฐอเมริกาก็ใกล้เคียงกัน อยู่ที่ประมาณ 55-89 เหรียญดอลลาร์สหรัฐ ตามรูปแบบการเขียนครับ

สรุป Sheaffer 300

สำหรับปากการุ่นนี้ ทีมงานเองรู้สึกแปลกใจอยู่เล็กน้อยที่ปากกาหมึกซึมมีลูกเล่นพิเศษที่ทีมงานไม่ได้คาดเอาไว้ ส่วนรูปแบบการเขียนอื่นๆ ก็ถือว่าทำได้ดี แม้จะไม่ได้ทดสอบขริงจังเนื่องจากไส้เป็นแบบเดียวกับ VFM

ข้อเด่นของปากกาด้ามนี้ คงอยู่ที่การออกแบบและดีไซน์ ที่ยังคงความคลาสสิกแบบดั้งดิมของแบรนด์อาไว้ รวมถึงสะท้อนความเรียบหรูระดับผู้บริหารเอาไว้ได้อย่างครบถ้วนและน่าประทับใจ

อย่างไรก็ตาม ความน่าประทับใจเหล่านั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีข้อเสียทีเดียว จุดที่สำคัญที่สุดคือปากกาด้ามนี้ต้องเช็ดกันแทบจะตลอดเวลา เนื่องจากปรากฎลายนิ้วมือได้ง่ายมาก ขณะเดียวกันตัวปากกาเองก็มีน้ำหนักมาก ซึ่งถึงแม้จะดูดีและบึกบึน แต่ถ้าเขียนต่อเนื่องยาวนานแล้ว ปากการุ่นนี้จะเมื่อยมือ และเสียสมดุลอย่างมาก หลายคนอาจจะไม่ชื่นชอบในจุดนี้ครับ

อีกจุดคือเรื่องของราคา ซึ่งพอขึ้นถึงระดับนี้แล้วต้องยอมรับว่า ปากการุ่นนี้ย่อมเจอคู่แข่งเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ CROSS แบรนด์หลักของบริษัท ซึ่งทำผลงานได้ดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Classic Century ในมิติของความเบาที่ทำออกมาได้น่าประทับใจมากกว่าแน่นอน

ทีมงานเชื่อว่า ปากการุ่นนี้น่าจะตอบโจทย์ในการเป็นปากกาประจำโต๊ะสำหรับผู้บริหารหลายระดับในการเอาไว้ลงนามในเอกสารสำคัญเป็นอย่างดี แต่ถ้าจะพกออกไปใช้แล้วนั้น ด้วยน้ำหนักและปัจจัยลายนิ้วมือข้างต้น ปากการุ่นอื่นๆ อาจจะตอบโจทย์มากกว่าครับ

ข้อดีข้อเสีย
การออกแบบที่เน้นความเป็นผู้บริหารความเงาที่ทำให้มีรอยนิ้วมือปรากฎในการใช้งาน
ปากกาทำงานได้ดีน้ำหนักที่เยอะมาก ทำให้ถ้าเขียนนานๆ มีเมื่อย
ราคาค่อนข้างสูง

Facebook Comments
สรุปรีวิว
Sheaffer 300
เรื่องก่อนหน้าA Night at the Opera ปากกาฉลองวง Queen จาก Montegrappa
เรื่องถัดไปพาเที่ยว LAMY Concept Store สาขาเมกาบางนา
เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา คนเดินดิน เรียนจบรัฐศาสตร์ ชอบปากกามาตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่ค่อยได้บอกให้ใครรู้ เริ่มใช้ปากกาหมึกซึมมาตั้งแต่ระดับประถม และใช้ปากกาลูกลื่น Montblanc Generation เป็นปากกาประจำตัว เลิกใช้ปากกาหมึกซึมไประยะหนึ่งก่อนกลับมาใช้ใหม่เพราะเพื่อนฝูงชักชวน แต่ก็ยังวนเวียนกับปากการะดับพรีเมียมเช่นเคย