ไรท์ติ้งอินไทย รีวิวปากกามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของปากกาหมึกซึม ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งหัวปากกาที่เป็นทองคำและเหล็กกล้าไร้สนิมปนกันไป และสร้างความประทับใจให้ในระดับที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับ Leonardo Momento Zero Hawaii Blue ในรีวิวนี้ ถือเป็นปากกาที่สร้างความประทับใจให้กับทีมงานอย่างมากเช่นกัน

ในโอกาสที่เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ทีมงานขอนำเสนอรีวิวนี้ให้กับทุกท่านครับ

หมายเหตุ รีวิวนี้ทีมงานได้รับปากกามาจากร้าน The Pips Cafe’ ผู้จัดจำหน่ายปากกา Leonardo ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการและรายเดียว แต่ยังให้อิสระในการรีวิวและคำวิจารณ์กับทีมงานครับ ทีมงานขอขอบพระคุณทางร้านที่ได้ให้ปากกามาสำหรับการทดสอบในครั้งนี้

รู้จักกับ Leonardo Officiana Italiana

Leonardo หรือชื่อเต็มคือ Leonardo Officina Italiana เป็นบริษัทผลิตเครื่องเขียนหน้าใหม่ของอิตาลี มีอายุได้ประมาณ 45 ปี (ใกล้เคียงกับ Visconti) เจ้าของคือ Salvatore Matron ลูกชายของ Ciro Matrone ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์เครื่องเขียน Delta Pens อีกทีหนึ่ง และเป็นเจ้าของ Armando Simoni Club ซึ่งเป็นบริษัทที่ไปซื้อทรัพย์สินคงเหลือทั้งหมดของ OMAS บริษัทผลิตปากกาและเครื่องเขียนของอิตาลีที่ล้มละลายเมื่อปี ค.ศ. 2016 แล้วเอามาทำต่อด้วย

ในภาษาอิตาลี Officina มีความหมายว่า ร้านหรือห้าง (workshop) ที่สินค้าถูกสร้างขึ้น และ Italiana ย่อมหมายถึงอิตาลี ดังนั้นในชื่อเต็มของบริษัท จึงหมายความว่าเป็นบริษัที่ผลิตสินค้าของอิตาลีนั้นเอง

ความโดดเด่นประการหนึ่งของบริษัทนี้ คือการผลิตปากกาให้กับ Armando Simoni Club ที่ถือว่าเป็นบริษัทในเครือเจ้าของด้วย โดยขายในจำนวนจำกัดมาก นอกจากนั้นแล้ว บริษัทยังคงผลิตปากกาจากการใช้วัสดุทั้งชิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรซิน, เซลูลอยด์ หรือแม้กระทั่งไม้ ทั้งหมดผลิตโดยคน และหัวปากกาก็เช่นเดียวกันที่ถูกปรับแต่งมาอย่างดี

Momento Zero กับการเริ่มต้น

Leonardo Momento Zero Hawaii Blue
Leonardo Momento Zero Hawaii Blue

สำหรับรุ่น Momento Zero ถือเป็นรุ่นที่มีความหมายว่า “การเริ่มต้นใหม่” (moment = ช่วงเวลา, zero = ศูนย์) ดังนั้นรุ่นนี้จึงมีความหมายแทนว่าเป็นการเริ่มต้นใหม่

Brad Dowdy เจ้าของเว็บไซต์ The Pen Addict เคยกล่าวว่า มีคนเคยรีวิวปากกาด้ามนี้ และระบุว่าระหว่างปากกาหัวทองคำกับหัวโลหะ เขาไม่สามารถแยกความแตกต่างของทั้งสองหัวนี้ได้เลย ซึ่งทำให้เขาเชื่อว่า ปากการุ่นนี้มีลักษณะที่พิเศษกว่าปากกาโดยทั่วไป และหัวเขียนต้องดีกว่ามากแน่นอน – และในการทดสอบของเราก็เป็นเช่นนั้น

ปากการุ่นนี้มีสองรุ่นย่อยด้วยกัน ทั้งสองรุ่นจะมีรหัส (serial number) สลักเอาไว้ที่ตัวด้าม แต่มีความแตกต่างกันดังนี้

  • Limited Edition จะใช้หัวปากกา (หรือหัวเขียน) เป็นทองคำ 14 กะรัต, วัสดุตัวด้ามเป็นเซลลูลอยด์สวยงาม, ระบบเติมหมึกเป็น piston filler, รางจ่ายหมึกเป็น ebonite และมีจำนวนการผลิตที่จำกัด (ระบุหมายเลข/จำนวนที่ผลิต) เอาไว้ ราคาอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาท ขึ้นไป
  • Regular Edition หรือรุ่นที่ผลิตทั่วไป ใช้หัวปากกาเป็นเหล็กกล้าไร้สนิม, วัสดุตัวด้ามเป็นเรซิน, ระบบเติมหมึกเป็น catridge converter, รางจ่ายหมึกเป็นพลาสติก ผลิตไปเรื่อยๆ ราคาอยู่ที่ประมาณ 5,000 – 6,000 บาท

สำหรับรุ่นที่เราได้มารีวิวในครั้งนี้ คือ Momento Zero Hawaii Blue ซึ่งถือเป็นพิเศษของ Leonardo ราคาจำหน่ายอยู่ที่ 6,650 บาท ที่ร้าน The Pips Cafe’ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงรายเดียว (Exclusive Distributor) ในประเทศไทย

ราคาและตัวแทนจำหน่ายในไทย

The Pips Cafe'
The Pips Cafe’

สำหรับในประเทศไทย ตัวแทนจำหน่ายของ Leonardo Officina Italiana มีเพียงรายเดียวคือ The Pips Cafe’ ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารธนิยะพลาซ่า ฝั่ง BTS Wing ชั้นล่าง โดยเริ่มต้นนำเข้ามาตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมาครับ

ราคาจำหน่ายของรุ่นทั่วไปอยู่ที่ด้ามละ 5,550 บาท (สี Red Marbled, Horn Marbled, Green Marbled), 6,650 บาท (Hawaii Blue) ส่วนรุ่นที่เป็น Celluloid และผลิตมาจำนวนจำกัด อยู่ที่ด้ามละ 25,500 บาท (Blue Abyss และ Mediterranean Blue)

สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากร้านออนไลน์ของร้านครับ

แกะกล่องและสำรวจตัวปากกา

กล่องของปากการุ่นนี้มาในรูปแบบสีดำ โดยชั้นนอกจะเป็นกระดาษดำหนา แล้วพ่นเงาเป็นโลโก้ของบริษัทเอาไว้

เมื่อดึงออกมาจะเจอกล่องชั้นใน ทำมาจากหนังเทียม ไม่หนักแต่ถือว่าทนทานระดับหนึ่งเลยทีเดียว ตัวกล่องเรียบไม่มีสัญลักษณ์หรือสีอะไรที่บ่งบอกถึงความเป็นกล่องปากกาของ Leonardo เลย (คนละสไตล์ เมื่อเทียบกับ Montegrappa)

เมื่อเปิดกล่องออกมา ก็จะพบกับปากกาและแผ่นป้ายการรับประกัน ตัวปากกาวางอยู่บนผ้าที่นุ่มเหมือนผ้าสักหลาดห้อหุ้มด้วยซองพลาสติก ด้านบนของกล่องประทับตราอย่างเป็นทางการของบริษัทเอาไว้

สำหรับตัวปากกาใช้วัสดุเป็นเรซิน แต่มีความหลากหลายของสีและวัสดุ (เหมือนกับเอาเรซินหลายแผ่นมาเชื่อมกันด้วยไฟฟ้าแล้วก็ตัดออกมาเป็นก้อน) ทำให้มีรูปแบบที่แตกต่างจากเรซินสีเดี่ยวๆ มาในลักษณะที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย (ประมาณ Montegrappa Parola แต่อ้วนกว่า) ดูเหมือนจะเป็นเหลี่ยมๆ แต่จริงๆ แล้วกลมทั้งด้ามนะครับ

ส่วนปลอกปากกา ออกแบบมาคล้ายคลึงกับปากกาอย่าง OMAS หรือ Montegrappa โดยปลายยอดมีส่วนที่แหลม ส่วนคลิปมีลูกกลิ้ง ไว้สำหรับให้เสียบปากกาลงกระเป๋าเสื้อได้โดยง่าย พร้อมวงแหวน 3 วง เป็นดีไซน์ที่เรียบง่าย

ส่วนตัวด้ามก็มีทรงกลมเช่นเดียวกับปลอกปากกา มีการสลักคำเอาไว้ว่า “Leonardo Officina Italiana” จากนั้นจึงตามด้านรหัสของปากกาด้ามนี้ (ได้รับมาเป็นรหัส 098)

สำหรับปากกาวิธีการใช้คือหมุนปลอกปากกาออกมา (เป็นเกลียว) จากนั้นก็จะพบกับหัวปากกาที่ทำมาจากเหล็กกล้าไร้สนิม (ของทีมงานเป็นขนาด F) ที่ขัดเงา พร้อมยิงเลเซอร์ สลักตราของบริษัทปรากฎอยู่

สำหรับส่วนท้ายสุดสามารถหมุนออกมาได้ ซึ่งเมื่อหมุนแล้วก็จะพบกับโลหะหมุน converter ที่ทำให้เราเติมหมึกเหมือนกับ piston filler เท่ๆ ได้ด้วย (ถ้าอยากเติมแบบนั้นนะครับ) ส่วนถ้าอยากเติมแบบปกติก็เพียงหมุนที่จับออกมา ก็จะเจอกับ converter เหล็กที่มีเกลียว หมุนถอดออกมาได้แบบ Montegrappa ครับ (ไม่มีภาพ)

 

ทดสอบเขียนและใช้งานจริง

ทีมงานทดสอบปากกาด้ามนี้กับหมึก Pelikan 4001 Brilliant Black ซึ่งเป็นหมึกสีดำยอดนิยมที่มีวางจำหน่ายทั่วไป บนกระดาษของ Quality ขนาด A4 ความหนา 80 แกรม (gsm) ได้ผลออกมาดังนี้ครับ

ปากกาด้ามนี้ให้น้ำหนักที่ติดออกไปทางเบาเล็กน้อย แต่นั่นไม่ได้หมายความจะรักษาจุดศูนย์ถ่วงของการเขียนได้ไม่ดี ตรงกันข้าม กลับสามารถทำจุดศูนย์ถ่วงออกมาได้ดีมากๆ เขียนแล้วไม่เมื่อยมือมากมาย ตัวปลอกปากกาสามารถเสียบ (posted) เอาไว้ด้านหลังของตัวปากกาได้ แต่ทว่าเรซินก็มีโอกาสเป็นรอยได้ อีกทั้งตัวด้ามเองก็มีขนาดที่ยาวพออยู่แล้ว จึงแนะนำว่าควรวางปลอกปากกาเอาไว้เฉยๆ ตอนเขียนจะดีกว่า

แหนบของปากกาถือว่าทำออกมาได้แข็งแรงมากจนน่าประทับใจ มีลูกกลิ้งเอาไว้ให้ไหลเข้าไปในกระเป๋าเสื้อหรือซองใส่ปากกาได้ง่าย พกพาสะดวกแน่นอน ส่วนเรื่องวัสดุเรซินดูจากภาพยังไงไม่มีวันสวยเท่าของจริงครับ (แนะนำให้ไปลองเล่นที่ร้าน) เรียกว่าเรียกเสียงฮือฮาได้แน่นอน

สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับปากกาด้ามนี้คือ “การเขียน” ครับ แม้หัวปากกาจะไม่ใช่ทอง แต่ก็มีความยืดหยุ่นระดับหนึ่ง (คล้ายกับ Platinum Procyon) ทำให้ได้เส้นที่มีน้ำหนัก (line variation) พอสมควร ที่มากกว่านั้นคือการเขียนที่ลื่นมากครับ ระดับที่เรียกว่าทำผลงานได้ประทับใจ ไม่มีอาการเขียนยากอะไรทั้งสิ้นเลย ลื่นมากระดับน่าประทับใจ มีแค่แรงต้านเล็กๆ น้อยๆ (feedback) เท่านั้น ปากการุ่นนี้จึงมีข้อเด่นอยู่ที่ตรงนี้ครับ

เรียกว่า ปากกาที่เขียนได้นุ่มนวล เหมือนกับส่งตรงมาจากความฝันเลยทีเดียว

สรุป

ในช่วงที่ผ่านมา ทีมงานได้รีวิวปากกาหมึกซึมที่ใช้หัวเขียนเป็นเหล็กกล้าไร้สนิมไปเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นปากกาอย่าง Visconti Rembrandt หรือ Montegrappa Parola ซึ่งแต่ละด้ามทำผลงานออกมาได้ดีมากจนน่าประทับใจ ไม่ว่าจะเป็นตัววัสดุ สี หัวปากกาที่เขียน แม้น้ำหนักอาจจะเบาไปบ้างแต่ถือว่ารักษาสมดุลได้เป็นอย่างดี ชดเชยกันไปได้อย่างไม่ต้องเขินอาย

Leonardo Momento Zero Hawaii Blue ด้ามนี้ก็เช่นกัน ทีมงานประทับใจทุกมิติ แทบจะกลายเป็นปากกาด้ามประจำของทีมงานไปโดยปริยายตลอดการรีวิวนี้ เรียกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ประมวลออกมาแล้ว ย่อมสมกับราคาค่าตัวที่ 6,650 บาท (หรือ 5,550 บาท สำหรับรุ่นสีอื่น) อย่างแน่นอน

คู่แข่งโดยตรงของปากการุ่นนี้คือ Visconti Rembrandt ซึ่งมีราคาที่อยู่ในช่วงเดียวกัน แต่หัวเขียนย่อมสู้ปากการุ่นนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน ซึ่งหากท่านกำลังหาปากกาหมึกซึมที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์ และเขียนได้ดีมากจนน่าประทับใจแล้ว ปากการุ่นนี้คือสิ่งที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในโอกาสที่ใกล้ปีใหม่เข้ามาทุกขณะ

ข้อดีข้อเสีย
เขียนดีมากวัสดุแบบเรซินอาจเป็นรอยได้ง่ายกว่าปกติ
ขนาดกำลังพอดีราคาสูงกว่ามาตรฐานเล็กน้อย
สวยงาม

ข้อมูลจำเพาะ

  • ความยาวทั้งด้าม: 14.2 ซม.
  • ความยาวเฉพาะตัวด้าม: 12.9 ซม.
  • ความยาวเมื่อสวมปลอก: 17 ซม.
  • เส้นผ่าศูนย์กลาง: 1.53 ซม.
  • วัสดุ: เรซิน
  • หัวปากกา: เหล็กกล้าไร้สนิม (มีหัว Fine, Medium, Broad, Stub)

ข้อมูลอ้างอิง

เครดิตรีวิวและกิตติกรรมประกาศ

ปากกา: ร้าน The Pips Cafe’ / ภาพถ่าย: ศิระกร ลำใย / เนื้อหา: ภัทรนันท์ ลิ้มอุดมพร

Facebook Comments