ใกล้ถึงช่วงเวลาสิ้นปีที่จะต้องเริ่มมีงานเลี้ยงถี่ขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นงานสังสรรค์ในหมู่เพื่อน งานคอนเสิร์ตการกุศล งานแต่งงาน หรือแม้กระทั่งงานเปิดห้างสรรพสินค้าที่หรูระดับประเทศ แต่ละงานก็มักจะมีการกำหนดสิ่งที่เรียกว่า “Dress Code” หรือคำขอให้แต่งชุดในงานที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งถ้าเป็นงานที่สำคัญมากๆ ก็มักจะกำหนดการแต่งตัวประเภท Black Tie เอาไว้ด้วย ใครที่ไม่รู้ ไม่ได้อ่าน แล้วลืมใส่ไป ถ้าไม่ได้เข้างานก็อาจแปลกจนเป็นตัวตลกของงานไปเลย

ไรท์ติ้งอินไทย จึงขอแนะนำผ่านคู่มืออย่างสั้น สำหรับการหาเครื่องเขียนเข้ากับชุด Black Tie ที่เราจะแต่งไปงานต่างๆ ได้อย่างดี และไม่เก้อเขินกับงานที่ต้องมีชุดหรู ให้สมกับความไฮโซหรูหราของงานที่ได้รับ เป็นทั้งเสน่ห์ต่อผู้ใส่ และเป็นเกียรติแก่เจ้าภาพเองด้วย

อะไรคือ Black Tie?

การแต่งชุดแบบ Black Tie คือการแต่งตัวที่เป็นพิธีการสูงมาก และนิยมแต่งสำหรับงานที่จะเกิดขึ้นในตอนเย็น การแต่งตัวลักษณะนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1885 โดยความหมายเดิมคืองานที่ปลดเนคไทให้หลวมสำหรับชนชั้นผู้ดีในอังกฤษ แต่เมื่อการแต่งตัวลักษณะนี้ข้ามไปที่อเมริกา ผ่านสมาชิกของ Tuxedo Club (คลับของสมาชิกที่ร่ำรวยและมีสถานะทางสังคมในรัฐนิวยอร์ค) เลยถูกแปลความใหม่เป็นการแต่งตัวที่มีความเป็นทางการ และใช้โบว์หูกระต่าย หรือเนคไทสีดำ

กล่าวอย่างง่ายคือ Black Tie ถูกทำให้เป็นการแต่งตัวแบบหรูจากอเมริกา และเป็นมาตรฐานจนปัจจุบัน ซึ่งถ้างานไหนมี Dress Code หรือคำขอให้แต่งชุดในงานเป็นงานลักษณะนี้ ย่อมตีความหมายได้ทันทีว่า คือชุดที่ดีที่สุดที่ผู้ถูกเชิญมี และถ้าเป็นฝ่ายชาย ก็จะถูกคาดหวังว่าจะต้องแต่งชุดทักซิโด้นั่นเอง

ตัวอย่างชุด Black Tie (ภาพจาก Pixabay โดย bymeltemce)
ตัวอย่างชุด Black Tie (ภาพจาก Pixabay โดย bymeltemce)

โดยปกติแล้ว องค์ประกอบของ Black Tie หลักๆ คือเสื้อเชิ้ตขาวสำหรับออกงาน (dress shirt), โบว์หูกระต่ายสีดำ, ผ้าพันเอว (cummberbund) หรือเสื้อกั๊กทางการ (waistcoat), เสื้อนอกสีดำที่เรียกว่า dinner jacket ซึ่งปกเสื้อต้องทำจากวัสดุที่แตกต่างจากตัวเสื้อ และรองเท้าสีดำเรียบเงา (Black Oxford) อันเป็นชุดโดยมาตรฐาน นอกจากนั้นก็จะมีอุปกรณ์เสริม เช่น นาฬิกาใส่ออกงาน (dress watch) ด้วย

Black Tie เป็นการแต่งตัวที่บังคับกับฝ่ายชายเป็นหลัก ดังนั้นกับฝ่ายหญิงก็จะไม่มีข้อบังคับมากเท่า แต่ส่วนมากถ้าไม่แต่งชุดราตรี (evening gown) ก็แต่งชุดที่สุภาพ แต่ดูมีความโดดเด่นหรือสีสันที่โดดเด่นได้เช่นกันครับ (สีดำก็โอเค)

เลือกเครื่องเขียน ให้เข้าชุด

ถึงจุดนี้ ผู้อ่านคงพอได้ไอเดียคร่าวๆ ว่า คือการแต่งตัวแบบหรูที่สุด หรือจัดเต็มนั่นเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะปลอดกฎ นั่นก็คือต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้นั่นเอง นั่นก็แปลว่าอุปกรณ์เสริมต่างๆ ก็ไม่ควรเด่น โดดกระเด้งออกมาด้วย และนั่นทำให้การเลือกเครื่องเขียนที่เหมาะสมกับชุด มีความจำเป็นอย่างยิ่ง

แนวทางข้อหนึ่งที่ควรตระหนักคือเราต้องแสดงออกให้เต็มที่ แต่ในเวลาเดียวกันก็ต้องไม่เยอะและล้นจนเกินไป เช่น พกปากกาไป 5 ด้าม หรือใส่นาฬิกาที่แขนสองข้าง อันนั้นก็มากเกินไปและจะกลายเป็นตัวตลกไปแทนได้เช่นกัน

ไรท์ติ้งอินไทยขอนำเสนอเครื่องเขียนจำนวน 5 ชิ้น (มีทั้งด้ามและแท่ง) ให้ท่านผู้อ่าน ซึ่งเป็นเครื่องเขียนที่เข้ากับชุดแบบ Black Tie ได้เป็นอย่างดีครับ

1. Montblanc Meisterstück 149

Montblanc Meisterstück 149

 

เมื่อกล่าวถึงสุดยอดปากกาในตำนาน ที่ใช้ออกงานทางสังคมได้ดีเป็นอันดับต้นๆ ก็คงหนีไม่พ้นปากกาหมึกซึม Montblanc Meisterstück 149 รุ่นนี้ (เราเคยรีวิวไปแล้ว และถือเป็นปากกาที่น่าประทับใจที่สุดด้ามหนึ่ง) ด้วยคุณสมบัติเรียบหรู ขนาดที่ใหญ่ดูโดดเด่น และเขียนได้ดี รวมถึงประวัติศาสตร์ของปากกาที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้ปากกาด้ามนี้เป็นตัวเลือกอันดับแรก ถ้าคิดจะออกงานก็ควรนึกถึงครับ

ถ้าไม่มีรุ่นนี้ Meisterstück LeGrand หรือ Classique ก็ใช้ทดแทนได้เช่นเดียวกัน แม้จะเล็กกว่าอยู่พอสมควรก็ตาม

ราคาจำหน่าย 30,500 บาท (สีดำ-ทอง) หาซื้อได้ที่ร้าน Montblanc ทุกสาขา หรือติดต่อ 02-129-4378 (สาขาสยามพารากอน)

2. Pelikan Souverän M1000

แม้ปากกาอันดับหนึ่งจะถือว่าเป็นปากกาที่โดดเด่นมากในประวัติศาสตร์ แต่ในวงการปากกาหมึกซึม หลายคนอาจไม่ได้ชื่นชอบปากกาอันดับแรกมากมายนัก เราจึงขอเสนอทางเลือกให้เป็น Pelikan Souverän M1000 ปากกาหมึกซึมตัวสูงสุดของค่าย Pelikan จากประเทศเยอรมนี

ปากการุ่นนี้ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในปี ค.ศ. 1997 เป็นปากกาขนาด oversize หรือใหญ่กว่าปกติพิเศษ มีขนาดใกล้เคียงกับปากกาคู่แข่ง Montblanc Meisterstück 149 จุดเด่นที่สำคัญนอกจากการออกแบบและขนาดแล้ว ยังมีเรื่องของหัวเขียนที่ใหญ่เป็นพิเศษ มีความนุ่มนวลอย่างมากในการเขียน และกลายเป็นปากกาด้ามโปรดของใครหลายคน อีกทั้งราคาขายต่อมือสองของปากการุ่นนี้ก็แทบจะไม่ตกเลยด้วย แถมเวลาใส่ใช้ก็มีเอกลักษณ์เช่นกัน

มีสองสีให้เลือกคือ สีเขียวและสีดำ นอกจากนั้นยังมีรุ่นพิเศษที่ขายกันหลักแสนอีกด้วย

ถ้าไม่มีรุ่นนี้ Souverän M800/805 รุ่นรองลงมาก็สามารถใช้ชดเชยกันได้ครับ

ราคาจำหน่ายประมาณ 25,000 บาท (800 ดอลลาร์) หาซื้อได้จากต่างประเทศเช่น Cult Pens

3. CROSS Peerless 125

จะพลาดกันได้อย่างไร สำหรับ CROSS Peerless 125 สุดยอดปากกาหมึกซึม oversize ด้ามนี้จากสหรัฐอเมริกา ที่จ้างคนผลิตหัวปากกาเป็น Sailor จากประเทศญี่ปุ่น ทำให้ประสิทธิภาพในการเขียนเหนือชั้นกว่าปากกาหมึกซึมรุ่นไหนๆ ในตลาด

สำหรับในเชิงขนาดของปากการุ่นนี้ ก็ไล่เลี่ยกับปากกาสองรุ่นก่อนหน้า ไม่ได้มีความแตกต่างกันนัก แต่ประสบการณ์การเขียนเรียกว่านำหน้าปากกาสองรุ่นนั้น แม้หัวจะเล็กกว่านิดหน่อยก็ตาม หนึ่งในทีมงานเคยกล่าวว่า “เขียนลื่นเหมือนปากกาลูกลื่น” เลยทีเดียว และเราก็เคยรีวิวไปแล้ว โดยได้คะแนนสูงถึง 4.8 เลยทีเดียว

ราคาของปากกาหมึกซึมถือว่าแพงที่สุดในบรรดาทุกรูปแบบการเขียน สำหรับใครที่ชอบเป็นโรลเลอร์บอล หรือปากกาลูกลื่นธรรมดา ก็มีเช่นกัน โดยราคาก็จะถูกลงไปตามรูปแบบการเขียน

ราคา 21,000 – 25,000 บาท (ปากกาหมึกซึม) หาซื้อได้จากแผนกเครื่องเขียนที่มีจำหน่ายผลิตภัณฑ์ CROSS หรือบริษัท DHA Siamwalla

4. Caran d’Ache Ecridor Chevron

สำหรับคนที่ชอบปากกาอย่างอื่นที่ไม่ใช่หมึกซึม Caran d’Ache Ecridor Chevron รุ่นนี้ที่เป็นโรลเลอร์บอล ถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดี ด้วยน้ำหนักและขนาดที่ไม่ใหญ่มาก แต่จับสะดวก ทำให้ปากการุ่นนี้โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ แถมเขียนได้ดีไม่แพ้ปากการุ่นอื่นๆ และประสิทธิภาพก็ใกล้เคียงกันปากกาหมึกซึมเลยทีเดียว

ปากการุ่นนี้ใช้ทองเหลือง (brass) ขึ้นเป็นวัสดุหลักของด้าม ทำให้มีน้ำหนักมาก แล้วก็ชุบ เคลือบเงาด้วยพัลลาเดียม ก่อนที่จะสลักด้วยเลเซอร์เป็นอย่างดี นับว่าเป็นปากกาที่ออกแบบมาได้ดีที่สุดด้ามหนึ่งเท่าที่ทีมงานเคยสัมผัสมา และถือเป็นตัวอย่างปากกาชั้นดีจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ไม่ควรพลาด

สำหรับใครที่ต้องการปากการุ่นนี้ แต่เป็นปากกาหมึกซึม หรือปากกาลูกลื่น ก็มีเช่นเดียวกันครับ

ราคา 7,500 บาท (ณ ขณะที่ซื้อ) หาซื้อได้จากเคาน์เตอร์ของ Caran d’Ache หรือติดต่อบริษัท Capital Good Rich 02-553-2353

5. Graf von Faber-Castell Pernambuco

สำหรับสุภาพบุรุษ หรือสุภาพสตรี ที่อยากมีปากกาลูกลื่นดีๆ ไว้ออกงาน เราขอแนะนำ Graf von Faber-Castell Pernambuco ด้ามนี้ให้กับท่าน แม้ขนาดจะเล็กกว่าด้ามอื่นๆ ก็ตาม แต่ปากการุ่นนี้ก็มีข้อดีตรงที่เขียนได้สบายมือ มีลุคดูหรูหราไฮโซ วัสดุมีการใช้ไม้หายากอย่าง Pernambuco และมีน้ำหนักกับขนาดที่พอเหมาะกับคนมือเล็ก

จุดแข็งอีกอย่างคือการรองรับไส้แบบ G2 ทำให้สามารถใช้ไส้ของค่ายอื่นๆ ได้โดยไม่ยากเย็นนัก ทีมงานเคยรีวิวไปแล้วและให้คะแนนอยู่ที่ 4.5 ครับ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในปากกาลูกลื่นที่มีคะแนนสูงทีเดียว

ราคา 11,500 บาทโดยประมาณ (350 ดอลลาร์) ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศ เช่น Cult Pens

แถม: Rotring 600

สำหรับใครที่รู้สึกว่า ปากกาหมึกซึมจะเป็นของหนักไปเล็กน้อย และอยากมาบนเส้นทางของดินสอกดที่ใช้แล้วเท่ เก๋ไก๋ได้ไม่แพ้ใคร ทีมงานขอแนะนำ Rotring 600 ดินสอกดที่ดีที่สุดในตลาด ณ เวลานี้

ตัวด้ามผลิตจากโลหะทั้งแท่ง (ไม่ระบุว่าโลหะอะไร) ทำให้มีความทนทานสูง อีกทั้งน้ำหนักก็ยังมากไม่ต่างจากปากกาด้ามบนๆ ที่เราได้แนะนำไปแล้ว รองรับไส้ที่ขนาด 0.5 หรือ 0.7 มิลลิเมตร (ต้องตัดสินใจก่อนซื้อ) มาพร้อมกลไกการกดที่ขึ้นชื่อว่าทนทานและทำงานได้อย่างราบรื่น แถมสีสันก็เรียบหรู ไม่ได้ใส่รายละเอียดอะไรมากมายจนทำให้ดินสอกดโดดเด่น ทีมงานก็เคยรีวิวเช่นกัน โดยให้คะแนนอยู่ที่ 4.5

ในประเทศไทย มีจำหน่ายเป็นเฉพาะดินสอกดขนาด 0.5 หรือ 0.7 มิลลิมเตรเท่านั้น แต่ในต่างประเทศยังมีแบบขนาดอื่น และมีที่เป็นปากกาลูกลื่นด้วยเช่นกัน

ราคา 1,150 บาท หาซื้อได้ที่แผนกเครื่องเขียนทั่วไปตามห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่

เครื่องเขียนหรู ชุดดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

เทียบปากกา
เทียบปากกา (ซ้ายไปขวา) Pelikan Souverän M1000, Montblanc Meisterstück 149, Cross Peerless 125

เครื่องเขียนที่เราเลือกมาเหล่านี้ สามารถใส่กับชุดของ Black Tie ได้เป็นอย่างดี และมีเอกลักษณ์ ใช้ได้ไม่เคอะเขินและเขียนได้ดี เหมาะสมกับงานที่จะต้องไปได้เป็นอย่างดี นับว่ามีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรลืมคือวัตรปฏิบัติในงานที่ต้องสอดคล้องกันด้วย ในงานที่ต้องมีชุดแบบ Black Tie ห้ามเรียกว่าเป็นเสื้อแบบ “DJ” (dinner jacket) เด็ดขาด นอกจากนั้นก็ต้องรักษามารยาทเอาไว้ ไม่ตะโกนไปมาในงาน และทำตัวให้สุภาพด้วยครับ

ทีมงานขออวยพรให้ท่านร่วมงานที่มี dress code เป็น Black Tie อย่างสนุก มีความสุข และดูหรูหรา เจิดจรัสด้วยบารมีครับ 🙂

อ้างอิง

Facebook Comments